t-nan
ID:5401624
3165ติดตาม
3390แฟนคลับ
4.1wได้ไลค์
โพสต์
วีดีโอ
ร่างบอบบางในชุดเดรสสีขาวสั้นกุดยังคงนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นพรม แผ่นหลังสั่นไหวตามแรงสะอื้นที่เจ้าตัวพยายามกดเอาไว้ในลำคอจนแทบไม่เหลือเสียง
บนโซฟาหนังสีเลือดหมู คุณเล็กนั่งอยู่นิ่งๆ ดวงตาคมกริบไล่มองเด็กสาวตรงหน้าด้วยแววตาเย็นชา ความเงียบในห้องกว้างทิ้งน้ำหนักกดทับลงมา จนลมหายใจของวันใหม่เริ่มติดขัด
หญิงสาวค่อยๆ เงยหน้าขึ้น หยาดน้ำตายังคงเปื้อนสองแก้มเนียนใส ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวัง แต่ภาพอันน่าสงสารตรงหน้านั้น กลับทำให้มุมปากของคุณเล็กกระตุกขึ้นเล็กน้อย
เธอไม่เชื่อ
สำหรับคุณเล็ก นี่อาจเป็นเพียงละครอีกฉาก ที่เด็กในบาร์ถูกสอนมาอย่างดี เพื่อทำให้ตัวเองดูไร้เดียงสาและเพิ่มค่าตัวให้สูงขึ้นเท่านั้น
“ลุกขึ้น”
น้ำเสียงราบเรียบ แต่ความดุที่แฝงอยู่ในนั้นชัดเจนพอจะทำให้วันใหม่สะดุ้งสุดตัว เด็กสาวพยายามยันพื้นเพื่อลุกขึ้นยืน หากแต่ขาทั้งสองข้างกลับอ่อนแรงจนแทบพยุงตัวไม่ไหว
คุณเล็กมองภาพนั้นอยู่เพียงชั่วครู่ ก่อนจะลุกจากโซฟาแล้วก้าวประชิดตัวเข้าไปใกล้อย่างรวดเร็ว
มือเรียวแข็งแรงคว้าเข้าที่ต้นแขนเล็ก จากนั้นออกแรงกระชากร่างบางให้ลุกขึ้น วันใหม่เสียหลักเซเข้าปะทะกับหน้าอกของอีกฝ่าย กลิ่นน้ำหอมราคาแพงลอยแตะจมูกในระยะใกล้เกินพอดี ความใกล้ชิดคุกคามนั้นทำให้เธอต้องรีบยกมือขึ้นผลักไหล่คุณเล็กเพื่อถอยหนี
“ไม่ต้องมาเล่นตัวหรอก ฉันจ่ายเงินไปเยอะมากสำหรับคืนนี้ และเธอต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้คุ้มกับเงินที่ฉันเสียไป”
คุณเล็กดันร่างของวันใหม่ให้ถอยร่นไปจนชิดขอบโซฟา ก่อนจะกดไหล่บางให้นั่งลงบนเบาะนุ่มอย่างไม่เปิดโอกาสให้ขัดขืน
“วันใหม่ไม่เคย... ปล่อยวันใหม่ไปเถอะนะคะ”
เสียงหวานสั่นพร่าจนแทบขาดห้วง มือเล็กยกขึ้นพนมไหว้อย่างคนหมดหนทางสู้ แต่คำขอร้องนั้นไม่ได้ทำให้คุณเล็กใจอ่อนลงเลยแม้แต่น้อย มันกลับยิ่งทำให้ความรำคาญฉายชัดขึ้นในแววตา
เธอจับข้อมือทั้งสองข้างของวันใหม่ แล้วรวบกดไว้กับพนักพิงโซฟาด้วยมือเพียงข้างเดียว
“อยู่ในที่แบบนี้ จะบอกว่าไม่เคยผ่านมือใครเลยหรือไง โกหกไม่เนียนเลยนะ”
คุณเล็กโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่ติดขัดของเด็กสาวตรงหน้า เธอไม่มีทางเชื่อว่าสินค้าในบาร์ของซ้อวีนัสจะหลุดรอดจากมือลูกค้ามาได้
ริมฝีปากร้อนกดลงบนซอกคอขาวอย่างจาบจ้วง
วันใหม่เบิกตากว้าง ร่างทั้งร่างเกร็งแข็งทื่อด้วยความตื่นกลัว เธอพยายามบิดข้อมือออกจากการเกาะกุม ส่ายหน้าหนีสัมผัสที่ทำให้ผิวกายเย็นวาบ แต่เรี่ยวแรงที่มีกลับน้อยนิดเกินกว่าจะผลักคนตรงหน้าออกไปได้
คุณเล็กขบเม้มผิวเนื้ออ่อนจนเกิดรอยสีจางๆ มืออีกข้างเลื่อนต่ำลงไปสัมผัสต้นขาใต้ชายกระโปรงสีขาว
วันใหม่สะดุ้งเฮือก รีบหนีบขาเข้าหากันแน่น น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าร่วงหล่นลงบนแก้มโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
“อย่าค่ะ ขอร้อง”#fyp #เลสเบี้ยน🏳️🌈 #เลสเบี้ยน🏳️🌈 #นิยายmeb #นิยายหญิงรักหญิง




ในโลกของกฎหมาย ทุกข้อกล่าวหาต้องมีหลักฐานและเหตุผลมารองรับ
หม่อมหลวงกัญญาวีร์ รัชตพิพัฒน์ ทนายความมือหนึ่งผู้มีแววตาดุและเย่อหยิ่ง ใช้หลักการนี้เพื่อชนะทุกคดีความและพิพากษาผู้อื่นมาตลอดชีวิต แต่ในโลกของความรู้สึก กลับไม่มีข้อกฎหมายใดสามารถนำมาใช้ตัดสินได้เลย
“ภาพวาด” คือเด็กหญิงที่เคยมอบหัวใจให้เธออย่างบริสุทธิ์ แต่ความขี้ขลาดและทิฐิในใจของคุณกลางกลับสร้างกำแพงน้ำแข็งขึ้นมาขวางกั้น
คำว่าเด็กน่ารำคาญและการเมินเฉยถูกนำมาใช้เป็นเกราะป้องกันตัว โดยไม่รู้เลยว่ามันคือใบมีดที่กรีดลงบนหัวใจของคนที่รักเธอที่สุด
กว่าทนายความผู้ปราดเปรื่องจะรู้ตัวว่าทำพลาด อดีตเด็กหญิงที่คอยวิ่งตามก็เติบโตเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็ง และเลือกที่จะเดินหันหลังให้เธออย่างเด็ดขาด
“พิพากษากัญญาวีร์” ไม่ใช่เพียงเรื่องราวของการต่อสู้ในชั้นศาลเพื่อทวงคืนความยุติธรรม แต่คือการต่อสู้กับความผิดพลาดในอดีตของตัวเอง
คุณกลางต้องเรียนรู้ที่จะวางศักดิ์ศรี ทิ้งข้อกฎหมายทุกมาตรา และใช้เพียงความสัตย์จริงจากหัวใจเพื่อตามคนของเธอกลับคืนมา
นิยายเรื่องนี้จะพาผู้อ่านไปสัมผัสกับการเติบโต การเยียวยาบาดแผล และบทพิสูจน์ที่ว่า ต่อให้เก่งกาจมาจากไหน สุดท้ายแล้วเราทุกคนก็ต้องยอมจำนนต่อคำพิพากษาของหัวใจตัวเอง
ขอฝากเรื่องราวของคุณกลางและภาพวาดไว้ในอ้อมใจของทุกคนด้วยนะคะ พบกันวันหวยออกเดือนนี้😀




บอกเลยหลงเมียกันทุกคน555 (ภาคคุณใหญ่) เรือนรักอรัญญา
(ภาคคุณกลาง)คำพิพากษากัญญาวีร์
(ภาคคุณเล็ก) พันธนาการกีรติกา




“ข้อแรก พื้นที่ของเธอคือเรือนคนรับใช้ด้านหลังและตึกมูลนิธิ ห้ามเข้ามาเพ่นพ่านในตึกใหญ่ถ้าไม่มีคำสั่ง”
มินตรารับฟังโดยไม่เอ่ยขัด แม้คำว่าเพ่นพ่านจะเสียดแทงความรู้สึกอยู่ลึกๆ แต่เธอเลือกที่จะเงียบ เพราะทุกถ้อยคำที่สวนกลับไป อาจกลายเป็นปัญหาที่ทำให้ยายของเธอลำบากกว่าเดิม
“ข้อสอง ห้ามใช้ชื่อคุณแม่ไปแอบอ้างเพื่อหาผลประโยชน์กับคนอื่นเด็ดขาด”
เด็กสาวพยักหน้ารับอย่างเชื่องช้า แววตาของเธอยังคงนิ่งสงบ แต่ภายในอกกลับจุกแน่นขึ้นทีละนิด เธอไม่เคยคิดจะเอาชื่อของใครไปใช้ ไม่เคยอยากได้อะไรจากบ้านหลังนี้มากไปกว่างานและโอกาสในการรักษายาย ถึงอย่างนั้นเธอก็รู้ดีว่าการอธิบายไปในตอนนี้คงไม่มีประโยชน์อันใด เพราะสำหรับอรัญญา เธอถูกตัดสินไปแล้วตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มทำงานเลยด้วยซ้ำ
“ฉันเข้าใจค่ะ”
มินตราตอบกลับเสียงเรียบ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาคนตรงหน้าอีกครั้ง
“มีอะไรอีกไหมคะ”
“ข้อสุดท้าย และเป็นข้อที่สำคัญที่สุด” อรัญญาเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง
ความเงียบสั้นๆ นั้นทำให้บรรยากาศในห้องโถงยิ่งถูกกดทับลงหนักกว่าเดิม นัยน์ตาของเธอดุและจริงจัง จดจ้องอยู่ที่ใบหน้าของมินตราโดยไม่ละไปไหน
“อย่าทำตัวตีเสมอคนในบ้าน อย่าคิดว่าคุณแม่เอ็นดูแล้วเธอจะมีสิทธิ์พิเศษเหนือคนอื่น ถ้าฉันจับได้ว่าเธอคิดไม่ซื่อ ฉันจะไล่เธอออกไปทันที โดยไม่สนว่าคุณแม่จะว่ายังไง”
หลังประโยคคำขาดนั้นจบลง ความเงียบก็เข้าปกคลุมห้องโถงกว้างอีกครั้ง
มินตรายังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม แต่ปลายนิ้วที่แนบอยู่ข้างลำตัวกลับค่อยๆ เกร็งขึ้น เธอรับรู้ได้ชัดเจนถึงความหวาดระแวงที่ผู้หญิงตรงหน้ามีต่อเธอ มันไม่ใช่แค่การตั้งกฎระเบียบ แต่มันคือการขีดเส้น กั้นระยะห่าง และผลักเธอออกไปให้ไกลที่สุดตั้งแต่วินาทีแรกที่เหยียบย่างเข้ามาในบ้านหลังนี้
มินตรากลืนความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในอกลงคอช้าๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับอรัญญา
“ฉันรับปากค่ะ”
น้ำเสียงของเธอดังฟังชัด ไม่มีความสั่นเครือ ไม่มีความลังเล และไม่ได้อ่อนลงเลยแม้แต่น้อย
“แต่ฉันขอให้คุณจำไว้ด้วยเหมือนกัน ว่าฉันมาที่นี่ในฐานะคนทำงานแลกเงิน ไม่ใช่ทาสรับใช้ที่จะยอมให้ใครมากดหัวหรือดูถูกได้ตามใจชอบ”
อรัญญาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย คำตอบของเด็กสาวทำให้เธอรู้สึกประหลาดใจอีกครั้ง มินตราไม่ยอมก้มหัว ไม่หลบสายตา และไม่พยายามทำตัวอ่อนแอเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ เหมือนพวกคนที่เธอเคยพบเจอมานักต่อนัก ตรงกันข้ามเด็กคนนี้กลับยืนอยู่ตรงหน้าเธอด้วยแววตาแข็งกร้าว เหมือนคนที่ถูกชีวิตบีบคั้นจนไม่มีพื้นที่ให้ถอย แต่ก็ยังไม่ยอมล้มลงไปง่ายๆ
มินตราขยับปลายนิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“อยู่สลัมยังอยู่มาได้เลยค่ะ กฎบ้านคุณใหญ่ไม่น่าจะยากกว่าการหาเงินจ่ายค่าเช่าห้องหรอก คุณใหญ่ว่าจริงไหมคะ”




ในตระกูลเก่าแก่ที่ยังคงมีกลิ่นอายของเชื้อสายเจ้าอย่าง รัชตพิพัฒน์ ผู้คนภายนอกมักมองเห็นเพียงความสูงศักดิ์ ความมั่งคั่ง และเกียรติยศที่ถูกสืบทอดต่อกันมายาวนาน
แต่ลึกลงไปภายในรั้วเรือนหลังใหญ่แห่งนั้น กลับซ่อนหัวใจของสามพี่น้องที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
‘คุณใหญ่’ อรัญญา รัชตพิพัฒน์ สถาปนิกสาวผู้สุขุม สง่างาม และแข็งแกร่งราวกับไม่มีสิ่งใดทำลายเธอลงได้
‘คุณกลาง’ กัญญาวีร์ รัชตพิพัฒน์ นักกฎหมายสาวผู้เฉียบคม เยือกเย็น และยึดมั่นในความถูกต้องเหนือสิ่งอื่นใด
‘คุณเล็ก’ กีรติกา รัชตพิพัฒน์ วิศวกรเรือสาวเจ้าสำราญ ผู้รักอิสระและไม่เคยคิดจะหยุดหัวใจเอาไว้ที่ใคร
สามพี่น้องผู้เป็นดั่งดวงใจของตระกูล ล้วนถูกฟูมฟักเลี้ยงดูมาด้วยความรักจากบิดามารดา แต่เส้นทางหัวใจของพวกเธอกลับไม่ได้งดงามเหมือนอย่างฐานะที่ผู้คนมองเห็น
เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นจาก คุณใหญ่
อรัญญาคือผู้หญิงที่ออกแบบและสร้างบ้านให้ผู้คนมามากมาย แต่หัวใจของเธอกลับไม่เคยมีสถานที่ใดให้เอนกายพักพิงอย่างแท้จริง
เธอเคยเชื่อมั่นในความรัก เคยคิดว่าคนรักเก่าจะเป็นปลายทางสุดท้ายของชีวิต แต่ความจริงกลับโหดร้าย เมื่อผู้หญิงคนนั้นเลือกเดินไปตามเส้นทางที่สังคมยอมรับ เลือกการแต่งงานกับผู้ชาย แล้วทิ้งหัวใจของอรัญญาเอาไว้กับความเจ็บปวด
ในวันที่หัวใจของคุณใหญ่กำลังแตกสลายอย่างเงียบเชียบ เด็กสาวจากชุมชนแออัดคนหนึ่งกลับก้าวเข้ามาในชีวิตของเธอโดยไม่ทันตั้งตัว
‘มินตรา’ หรือ ‘มิน’ เด็กสาววัย19ปี ผู้เกิดมาโดยแทบจะไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากศักดิ์ศรีและหัวใจที่ไม่เคยคิดยอมแพ้ต่อโชคชะตา
เพียงเพราะมินบังเอิญเข้าไปช่วยชีวิตคุณหญิงดารารัตน์ มารดาของคุณใหญ่เอาไว้ในวันที่ท่านหน้ามืดเป็นลมอยู่กลางทาง ชะตาชีวิตของเด็กสาวจากตรอกแคบๆ จึงถูกดึงเข้ามาเกี่ยวพันกับเรือนใหญ่ของตระกูลรัชตพิพัฒน์
คุณหญิงรู้สึกถูกชะตากับมิน จึงต้องการรับอุปการะเด็กสาวเอาไว้ในความดูแล
แต่สำหรับคุณใหญ่ เด็กสาวจากชุมชนแออัดคนนี้คือคนแปลกหน้าที่เธอไม่อาจวางใจ
ขณะที่ในสายตาของมิน คุณใหญ่คือผู้หญิงสูงศักดิ์ เย็นชา และอยู่สูงเกินกว่าที่คนอย่างเธอจะเอื้อมถึง
จากความไม่ไว้ใจ แปรเปลี่ยนเป็นการปะทะ
จากการปะทะ ค่อยๆ ก่อตัวกลายเป็นความผูกพัน
และจากความผูกพัน ก็หลอมรวมกลายเป็นความรักที่ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากยอมรับ
เมื่อคนหนึ่งคือทายาทตระกูลสูงศักดิ์ ผู้มีทุกอย่างพรั่งพร้อมอยู่ในมือ
แต่อีกคนกลับเป็นเพียงเด็กสาวจากสลัม ผู้ถูกสังคมมองว่าไม่คู่ควรแม้แต่จะยืนเคียงข้าง
ความรักครั้งนี้จึงไม่ได้มีเพียงแค่หัวใจเป็นเดิมพัน แต่พวกเธอต้องต่อสู้กับบาดแผลในอดีต คำครหาของสังคม และความหวาดกลัวในใจของคุณใหญ่เอง
มินตราจะกลายเป็นเพียงเด็กในความอุปการะของตระกูลรัชตพิพัฒน์
หรือจะกลายเป็น เรือนรัก หลังเดียวที่หัวใจของอรัญญาอยากกลับไปพักพิง
นี่คือจุดเริ่มต้นของสามดวงใจแห่งรัชตพิพัฒน์
และเรื่องราวความรักบทแรก
‘เรือนรักอรัญญา’




การทำโซเชียลดีท็อกซ์ คือการให้ตัวเองได้พักจากโลกออนไลน์สักช่วงหนึ่ง เพื่อกลับมาอยู่กับชีวิตจริงมากขึ้น ไม่ต้องคอยเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ไม่ต้องรับเรื่องราวมากมายจนใจเหนื่อย และไม่ต้องสนใจทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาบนหน้าจอ การพักจากโซเชียลทำให้เราได้กลับมาฟังความรู้สึกของตัวเองมากขึ้น มีเวลาให้ครอบครัว คนรัก และคนรอบตัวมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้ใจสงบขึ้น ไม่วุ่นวายกับคำพูดหรือชีวิตของคนอื่นมากเกินไป สุดท้ายแล้วโซเชียลดีท็อกซ์ไม่ได้แปลว่าเราต้องหายไปจากโลกออนไลน์ตลอดไป แต่เป็นการถอยออกมาพัก เพื่อกลับไปใช้มันอย่างพอดี




เมียกำมะลอ
“ปล่อยเกลนะ คุณหมอไม่มีสิทธิ์มาทำแบบนี้”
เกวลินสะบัดข้อมือออกสุดแรง นัยน์ตากลมโตที่เคยอ่อนหวานแปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว ซ้ำยังเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความอัดอั้นที่ไม่อาจสะกดกลั้นเอาไว้ได้อีกต่อไป
“แล้วใครมีสิทธิ์ ไอ้หมอเคนนั่นน่ะเหรอ”
จีรานันตวาดเสียงดุ ร่างสูงโปร่งก้าวเดินเข้าหาอย่างคุกคาม ทุกย่างก้าวบีบบังคับให้คนตัวเล็กต้องร่นถอยหนีจนแผ่นหลังบางชนเข้ากับขอบโต๊ะทำงาน
“เธอลืมไปแล้วหรือไง ว่าตัวเองอยู่ในสถานะอะไร”
“เกลไม่เคยลืม เกลรู้ตัวดีว่าเกลเป็นแค่ลูกจ้าง เป็นแค่ของเล่นที่คุณหมอซื้อมาด้วยเงินสองแสน”
เกวลินตะโกนใส่หน้าคนพี่ทั้งน้ำตา คำพูดเยาะหยันของทรายที่ฝังลึกอยู่ในใจเหมือนแผลสด ที่ถูกความเสียใจบีบคั้นจนระเบิดออกมาทั้งหมด
“เพราะแบบนี้ไงคะ เกลถึงต้องรีบหาเงินมาคืน เกลจะได้เลิกเป็นตัวตลก เกลจะได้ออกไปจากชีวิตของคุณหมอสักที”
คำว่าออกไปจากชีวิต กระแทกความรู้สึกจนเส้นความอดทนของจีรานันขาดสะบั้น
ศัลยแพทย์สาวทุบกำปั้นลงกับโต๊ะเสียงดังลั่น เฉียดข้างตัวเกวลินไปเพียงนิดเดียว คนตัวเล็กสะดุ้งเฮือก แต่ยังคงฝืนยืนอยู่ที่เดิมทั้งน้ำตา
“ฉันบอกกี่ครั้งแล้ว ว่าอย่าเอาคำพูดของทรายมาใส่หัว ฉันไม่เคยเห็นเธอเป็นของเล่น”
“แต่เกลไม่มีอะไรคู่ควรกับพี่จีเลย”
เกวลินปล่อยโฮสะอึกสะอื้นออกมา สรรพนามที่หลุดจากปากเต็มไปด้วยความเจ็บปวดเสียจนคนฟังต้องชะงักงันไปชั่วขณะ
“ถ้าพี่จีหวงแหนเวลาตามสัญญาของเกลนัก ถ้าพี่จีคิดว่าเงินสองแสนห้าหมื่น มันทำให้เกลต้องตกเป็นทาสของพี่”
ความเจ็บปวดที่กดทับอยู่ในอกดึงรั้งให้เกวลินแทบไม่หลงเหลือสติ มือเล็กที่กำลังสั่นเทาค่อยๆ เอื้อมไปจับกระดุมเสื้อเชิ้ตของตัวเอง ก่อนจะปลดมันออกทีละเม็ด
“เกลก็ไม่มีเงินก้อนมาคืนพี่ตอนนี้หรอกค่ะ สิ่งเดียวที่เกลมี และพอจะนำมาแลกกับอิสรภาพได้ ก็คงมีแค่ร่างกายนี้”




















